รัฐยกเลิกหนุนอสังหาฯไม่กระทบ แบงก์อัดแคมเปญลุยสินเชื่อบ้านต่อ
posted on 04 Mar 2010 08:32 by yang-financeนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTB) และในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยกรณีที่กระทรวงการคลังไม่ต่ออายุมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ โดยเชื่อว่าจะไม่กระทบกับการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารทั้งระบบรวม ทั้งธนาคารกรุงไทยด้วย เนื่องจากความต้องการมีที่อยู่อาศัยจริงๆของประชาชนยังมีอยู่มากและจะไม่ลด ลงจากปีที่แล้วอย่างแน่นอน ซึ่งได้รับปัจจัยหนุนจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ดีขึ้นทำให้ประชาชนมีการจับ จ่ายใช้สอยของประชาชนมากขึ้น
KTBหันเจาะกลุ่มกบข.
ล่าสุดธนาคารกรุงไทยได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงกับกองทุนบำเหน็จบำนาญ ข้าราชการ (กบข.) โครงการบ้านกรุงไทย-กบข.เพื่อสมาชิก ครั้งที่ 1 เพื่อเป็นสินเชื่อสวัสดิการที่อยู่อาศัยให้กับข้าราชการซึ่งเป็นสมาชิก กบข.ทั่วประเทศ ซึ่งธนาคารจะเร่งขยายสินเชื่อไปยังลูกค้าในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะลูกค้ารายย่อย ทั้งในส่วนของข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจและบริษัทเอกชน ซึ่งเป็นสมาชิกของ กบข.กว่า 1,100,000 คน ให้สามารถมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ในเงื่อนไขพิเศษและอัตราดอกเบี้ยต่ำ
สำหรับเงื่อนไขการขอกู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยหรือกู้เพื่อไถ่ถอน (Refinance) สมาชิก กบข.สามารถกู้ได้สูงสุด 100% ของราคาประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ผ่อนชำระภายในระยะเวลา 30 ปี โดยในเดือนที่ 1-3 ธนาคารคิดอัตราดอกเบี้ย 0% เดือนที่ 4-12 คิดอัตรา MLR-4.2%ต่อปี ปีที่ 2 คิดอัตรา MLR-2% ต่อปี ปีที่ 3 เป็นต้นไป คิดอัตรา MLR-0.5% ต่อปี ทั้งนี้ สามารถยื่นขอใช้บริการสินเชื่อได้ที่สาขาของธนาคารกว่า 880 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมนี้ไปจนถึงสิ้นปีนี้
นอกจากสนับสนุนสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้กับสมาชิก กบข.แล้ว ธนาคารยังให้บริการสินเชื่อสวัสดิการเพื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่ออเนกประสงค์ รวมทั้งสินเชื่อกรุงไทยธนวัฏที่ให้กู้สูงสุดถึง 10 เท่าของเงินเดือน ขณะนี้มีหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใช้บริการสินเชื่อสวัสดิการกว่า 8,100 แห่ง และในปีนี้ คาดว่าจะสามารถอนุมัติสินเชื่อเพิ่มในปีนี้จำนวน 20,000 ล้านบาท
กสิกรฯไอเดียเก๋เปิด"รัฐไม่ต่อเราต่อ ให้"
ด้านนายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KBANK) เปิดเผยว่า หลังจากที่รัฐบาลไม่ต่อมาตรการภาษีอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะหมด 28 มีนาคมนี้ เชื่อว่าภายในเดือนดังกล่าวจะมีลูกค้าเร่งการโอนบ้านมากกว่าปกติ ซึ่งจะส่งผลให้ไตรมาสแรกยอดการอนุมัติสินเชื่อของธนาคารจะเพิ่มเป็น 13,000 ล้านบาท จากปกติเฉลี่ยต่อไตรมาสอยู่ที่ 10,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ มาตรการภาษีอสังหาริมทรัพย์ ที่รัฐบาลจะไม่ต่อนั้น ทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เพิ่ม 4% และต้นทุนของธนาคารเพิ่ม 2% รวมเป็น 6%โดยประมาณ ซึ่งต้นทุนที่เพิ่มหลังจากรัฐบาลไม่ต่อมาตรการภาษีอสังหาริมทรัพย์ ผู้ประกอบการอสังหาฯ ก็จะต้องผลักภาระไปให้กับลูกค้า
ดังนั้น ธนาคารจึงได้คิดโครงการ”รัฐไม่ต่อเราต่อให้” โดยร่วมกับผู้ประกอบการอสังหาฯในการออกค่าใช้จ่ายดังกล่าวคนละครึ่งให้กับ ลูกค้า เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระลูกค้า แต่มีข้อแม้ว่าลูกค้าต้องซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงินของธนาคารเพิ่ม เช่น ซื้อประกันเพื่อเพิ่มความคุ้มครอง
นายชาติชาย กล่าวว่า จากมาตรการที่รัฐไม่ต่อนั้น ก็เชื่อว่ายอดสินเชื่อใหม่ของธนาคารในปีนี้จะมีการเติบโตได้ดี โดยในปีนี้ตั้งเป้าเอาไว้ที่ 38,000 ล้านบาท แต่ขณะนี้เชื่อว่าจะทำให้มากกว่าคือน่าจะเติบโตประมาณ 40,000 ล้านบาท เพราะธนาคารมีการโปรโมชั่นที่ดี มีการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการขอสินเชื่อถึงบ้าน หรือ Home Loan Delivery มีเจ้าหน้าที่การขายสินเชื่อโดยตรง หรือ ไดเร็คเซล จำนวน 700 คน ซึ่งถือว่ามีไดเร็คเซลมากที่สุด มีสาขา ทั่วประเทศ
|
||
แห่จับมือค่ายใหญ่กระตุ้นยอด
นอกจาก การออกบูธตามงานต่างๆ อาทิ
มหกรรมบ้านและคอนโดในช่วงที่ผ่านมา
ธนาคารพาณิชย์ยังเน้นขยายความร่วมมือร่วมกับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาด
ใหญ่ เพื่อเป็นการกระตุ้นยอดสินเชื่อ ซึ่งนับว่าเป็นจุดที่มีการแข่งขันสูง
และผู้บริโภคสามารถเลือกสิทธิประโยชน์ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตนเองได้ อาทิ
ธนาคารไทยพาณิชย์ร่วมกับบริษัแสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดแคมเปญ "SCB
จ่ายไม่อั้น" โดยให้ลูกค้าจะได้รับสิทธิประโยชน์ถึง 3 ต่อ ได้แก่
สินเชื่อวงเงินกู้อเนกประสงค์เติมเต็ม วงเงินกู้เดิม
การเบิกจ่ายจำนวนครั้งไม่อั้น ตลอดระยะเวลาที่เป็นลูกค้าสินเชื่อบ้าน
วงเงินสูงสุด 5 ล้านบาท พร้อมทั้งมอบบัตรเดบิตพลัส "เจ็บไม่อั้น"
รับสิทธิ์การรักษาพยาบาลไม่จำกัดจำนวนครั้ง วงเงิน 5,000 บาท ต่อครั้ง
ฟรีค่าธรรมเนียมปีแรก ทั้งนี้แคมเปญดังกล่าวเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้-26
มีนาคม 2553 โดยคาดว่าแคมเปญนี้จะช่วยกระตุ้นสินเชื่อบ้านของธนาคารได้
จากที่ตั้งเป้าหมายที่จะปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั้งปี 2553 ที่ 55,000 –
60,000 ล้านบาท
และร่วมกับบริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
(มหาชน) (AP)ออกแคมเปญ "อนุมัติเงินกู้ SURE" ให้แก่ลูกค้าคอนโด Life ทั้ง 5
โครงการ ได้แก่ 1) Life @ สาทร 10 2) Life @ รัชดา-สุทธิสาร 3) Life @
รัชดา-ห้วยขวาง 4) Life @ สุขุมวิท และ5) Life @ สุขุมวิท 65
ในการอนุมัติวงเงินกู้ให้แก่ลูกค้าคอนโด Life ทั้ง 5 โครงการ
ที่จะโอนและกู้เงินกับธนาคารไทยพาณิชย์ตั้งแต่ 24 กุมภาพันธ์ - 31 มีนาคม
2553 แล้ว ธนาคารมอบสิทธิพิเศษ กู้ตอนนี้ไม่มีดอกเบี้ยปีแรก
รวมถึงธนาคารกสิกรไทยได้ร่วมกับบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)เช่นกัน
โดยออกแคมเปญสินเชื่อบ้าน กสิกรไทย "ซุปเปอร์แจ๋ว"
ให้ลูกค้าสินเชื่อบ้านกสิกรไทยที่ซื้อที่อยู่อาศัยในโครงการของแสนสิริทุก
โครงการ ตั้งแต่บัดนี้ถึง 30 มิถุนายน 2553 จะได้รับสิทธิพิเศษ ได้แก่
สินเชื่อบ้านกสิกรไทยเงื่อนไขพิเศษที่สุด อัตราดอกเบี้ย 0 % นาน 1 ปี
ส่วนปีที่ 2 – 3 คิดอัตราดอกเบี้ย MLR – 0.25 %
หลังจากนั้นคิดอัตราดอกเบี้ย MLR – 1 % ตลอดสัญญากู้
หรือจะเลือกอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่หรือลอยตัว ซึ่งมีให้เลือกถึง 6 แบบก็ได้
วงเงินกู้สูงถึง 100% ของราคาซื้อขาย ผ่อนชำระค่าทำสัญญา 0% นาน 10 เดือน
ยกเว้นค่าธรรมเนียมการกู้ ยกเว้นค่าประเมินหลักประกัน
และยกเว้นค่าจดจำนองจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม
นอกจากเงื่อนไขพิเศษดังกล่าวแล้ว ลูกค้ายังได้รับเงื่อนไข
"นวัตกรรมทางการเงินพิเศษ" คือ
1.สามารถเลือกใช้บริการสินเชื่อบ้านในรูปของวงเงินกู้ (Loan) เต็มวงเงิน
100% หรือรับเป็นวงเงินกู้ (Loan) 70% พร้อมวงเงินกู้เบิกเกินบัญชี (OD)
30%ได้ 2.ลูกค้าสามารถกู้เพิ่มเติม 10% ของราคาซื้อขาย
เพื่อใช้ในการตกแต่งบ้านจากสินเชื่อตกแต่งบ้านกสิกรไทย
ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทยตั้งเป้าหมายว่า
จะสามารถปล่อยสินเชื่อบ้านกสิกรไทยเพื่อซื้อโครงการที่อยู่อาศัยของกลุ่มแสน
สิริใน ไตรมาสแรกประมาณ 1.2 พันล้านบาท และทั้งปีประมาณ 4.5 พันล้านบาท
คิดเป็นส่วนแบ่งสินเชื่อประมาณ 50%
ของวงเงินกู้ที่ลูกค้าแสนสิริจะกู้จากสถาบันการเงินทั้งปีประมาณ 9
พันล้านบาท
ประเมินความต้องการซื้อบ้านยังมีต่อ
เนื่อง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินความต้องการที่อยู่อาศัยของประชาชนยังคงมี
อยู่อย่างต่อเนื่อง
แต่การเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และกำลังซื้อที่อยู่อาศัยยังคงขึ้น
อยู่กับปัจจัยทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ
สำหรับแนวโน้มของตลาดอสังหาริมทรัพย์ภายหลังจากมาตรการกระตุ้นอสังหาริม
ทรัพย์สิ้นสุดลงนั้น
สถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์น่าจะยังคงสามารถเติบโตได้
แต่การเติบโตของตลาดอสังหาริมทรัพย์จะเป็นการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป
เนื่องจากตลาดยังมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการเติบโต อาทิเช่น
ปัญหาทางการเมืองและเสถียรภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
โดยแรงซื้อน่าจะยังคงมาจากความต้องการที่อยู่อาศัยที่แท้จริง (Real Demand)
ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการซื้อเพื่อการอยู่อาศัยจริงและมีกำลังซื้อ
ค่อนข้างดี
ซึ่งผู้ซื้อกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มลูกค้าหลักที่จะเข้ามาในตลาดที่อยู่อาศัย
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
คาดการณ์แนวโน้มตลาดที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ในปี
2553 (ไม่รวมบ้านเอื้ออาทร) น่าจะขยายตัวประมาณร้อยละ 4.5 - 6.2
จากที่หดตัวร้อยละ 5.1 ในปี 2552
อย่างไรก็ตาม จากผลสำรวจ พบว่า
มาตรการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังจะสิ้นสุดลง
ในวันที่ 28 มีนาคม 2553 นี้
มีผลอย่างมากต่อการเร่งการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภค
คิดเป็นร้อยละ 64.8 ของกลุ่มตัวอย่าง ดังนั้น ในช่วงระยะเวลาที่เหลืออีก 1
เดือน
ก่อนที่มาตรการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์จะสิ้นสุดลง
ตลาดอสังหาริมทรัพย์คงจะมีความคึกคักอย่างมาก
เมื่อผู้ซื้อคงต้องเร่งทำการตัดสินใจซื้อและโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย
เพื่อที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี
ในขณะที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์คงจะเร่งทำแคมเปญการตลาดกันอย่างหนัก
เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยในโครงการของตน
โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีบ้านสร้างเสร็จพร้อมขายเหลืออยู่
และอยู่ในทำเลที่ดีน่าจะได้ประโยชน์จากผลของมาตรการดังกล่าว
ขอขอบคุณ www.manager.co.th