จากกรณีที่ประชุมคณะ รัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีมติยกเลิกมาตรการสนับสนุนภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยการไม่ต่ออายุมาตรการลดหย่อนค่าธรรมเนียมที่จะสิ้นสุดลงในวันที่ 28 มีนาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งการตัดสินใจไม่ต่ออายุมาตรการดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลว่าจะ ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ที่ ธนาคารพาณิชย์เกือบทุกแห่งชูเป็นธงนำในการปล่อยกู้ปีนี้...
       
       นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTB) และในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยกรณีที่กระทรวงการคลังไม่ต่ออายุมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ โดยเชื่อว่าจะไม่กระทบกับการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารทั้งระบบรวม ทั้งธนาคารกรุงไทยด้วย เนื่องจากความต้องการมีที่อยู่อาศัยจริงๆของประชาชนยังมีอยู่มากและจะไม่ลด ลงจากปีที่แล้วอย่างแน่นอน ซึ่งได้รับปัจจัยหนุนจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ดีขึ้นทำให้ประชาชนมีการจับ จ่ายใช้สอยของประชาชนมากขึ้น
       
       KTBหันเจาะกลุ่มกบข.
       ล่าสุดธนาคารกรุงไทยได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงกับกองทุนบำเหน็จบำนาญ ข้าราชการ (กบข.) โครงการบ้านกรุงไทย-กบข.เพื่อสมาชิก ครั้งที่ 1 เพื่อเป็นสินเชื่อสวัสดิการที่อยู่อาศัยให้กับข้าราชการซึ่งเป็นสมาชิก กบข.ทั่วประเทศ ซึ่งธนาคารจะเร่งขยายสินเชื่อไปยังลูกค้าในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะลูกค้ารายย่อย ทั้งในส่วนของข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจและบริษัทเอกชน ซึ่งเป็นสมาชิกของ กบข.กว่า 1,100,000 คน ให้สามารถมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ในเงื่อนไขพิเศษและอัตราดอกเบี้ยต่ำ
       
       สำหรับเงื่อนไขการขอกู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยหรือกู้เพื่อไถ่ถอน (Refinance) สมาชิก กบข.สามารถกู้ได้สูงสุด 100% ของราคาประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ผ่อนชำระภายในระยะเวลา 30 ปี โดยในเดือนที่ 1-3 ธนาคารคิดอัตราดอกเบี้ย 0% เดือนที่ 4-12 คิดอัตรา MLR-4.2%ต่อปี ปีที่ 2 คิดอัตรา MLR-2% ต่อปี ปีที่ 3 เป็นต้นไป คิดอัตรา MLR-0.5% ต่อปี ทั้งนี้ สามารถยื่นขอใช้บริการสินเชื่อได้ที่สาขาของธนาคารกว่า 880 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมนี้ไปจนถึงสิ้นปีนี้
       นอกจากสนับสนุนสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้กับสมาชิก กบข.แล้ว ธนาคารยังให้บริการสินเชื่อสวัสดิการเพื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่ออเนกประสงค์ รวมทั้งสินเชื่อกรุงไทยธนวัฏที่ให้กู้สูงสุดถึง 10 เท่าของเงินเดือน ขณะนี้มีหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใช้บริการสินเชื่อสวัสดิการกว่า 8,100 แห่ง และในปีนี้ คาดว่าจะสามารถอนุมัติสินเชื่อเพิ่มในปีนี้จำนวน 20,000 ล้านบาท
       
       กสิกรฯไอเดียเก๋เปิด"รัฐไม่ต่อเราต่อ ให้"
       
       ด้านนายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KBANK) เปิดเผยว่า หลังจากที่รัฐบาลไม่ต่อมาตรการภาษีอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะหมด 28 มีนาคมนี้ เชื่อว่าภายในเดือนดังกล่าวจะมีลูกค้าเร่งการโอนบ้านมากกว่าปกติ ซึ่งจะส่งผลให้ไตรมาสแรกยอดการอนุมัติสินเชื่อของธนาคารจะเพิ่มเป็น 13,000 ล้านบาท จากปกติเฉลี่ยต่อไตรมาสอยู่ที่ 10,000 ล้านบาท
       ทั้งนี้ มาตรการภาษีอสังหาริมทรัพย์ ที่รัฐบาลจะไม่ต่อนั้น ทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เพิ่ม 4% และต้นทุนของธนาคารเพิ่ม 2% รวมเป็น 6%โดยประมาณ ซึ่งต้นทุนที่เพิ่มหลังจากรัฐบาลไม่ต่อมาตรการภาษีอสังหาริมทรัพย์ ผู้ประกอบการอสังหาฯ ก็จะต้องผลักภาระไปให้กับลูกค้า
       
       ดังนั้น ธนาคารจึงได้คิดโครงการ”รัฐไม่ต่อเราต่อให้” โดยร่วมกับผู้ประกอบการอสังหาฯในการออกค่าใช้จ่ายดังกล่าวคนละครึ่งให้กับ ลูกค้า เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระลูกค้า แต่มีข้อแม้ว่าลูกค้าต้องซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงินของธนาคารเพิ่ม เช่น ซื้อประกันเพื่อเพิ่มความคุ้มครอง
       
       นายชาติชาย กล่าวว่า จากมาตรการที่รัฐไม่ต่อนั้น ก็เชื่อว่ายอดสินเชื่อใหม่ของธนาคารในปีนี้จะมีการเติบโตได้ดี โดยในปีนี้ตั้งเป้าเอาไว้ที่ 38,000 ล้านบาท แต่ขณะนี้เชื่อว่าจะทำให้มากกว่าคือน่าจะเติบโตประมาณ 40,000 ล้านบาท เพราะธนาคารมีการโปรโมชั่นที่ดี มีการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการขอสินเชื่อถึงบ้าน หรือ Home Loan Delivery มีเจ้าหน้าที่การขายสินเชื่อโดยตรง หรือ ไดเร็คเซล จำนวน 700 คน ซึ่งถือว่ามีไดเร็คเซลมากที่สุด มีสาขา ทั่วประเทศ

       แห่จับมือค่ายใหญ่กระตุ้นยอด
       
       นอกจาก การออกบูธตามงานต่างๆ อาทิ มหกรรมบ้านและคอนโดในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์ยังเน้นขยายความร่วมมือร่วมกับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาด ใหญ่ เพื่อเป็นการกระตุ้นยอดสินเชื่อ ซึ่งนับว่าเป็นจุดที่มีการแข่งขันสูง และผู้บริโภคสามารถเลือกสิทธิประโยชน์ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตนเองได้ อาทิ
       ธนาคารไทยพาณิชย์ร่วมกับบริษัแสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดแคมเปญ "SCB จ่ายไม่อั้น" โดยให้ลูกค้าจะได้รับสิทธิประโยชน์ถึง 3 ต่อ ได้แก่ สินเชื่อวงเงินกู้อเนกประสงค์เติมเต็ม วงเงินกู้เดิม การเบิกจ่ายจำนวนครั้งไม่อั้น ตลอดระยะเวลาที่เป็นลูกค้าสินเชื่อบ้าน วงเงินสูงสุด 5 ล้านบาท พร้อมทั้งมอบบัตรเดบิตพลัส "เจ็บไม่อั้น" รับสิทธิ์การรักษาพยาบาลไม่จำกัดจำนวนครั้ง วงเงิน 5,000 บาท ต่อครั้ง ฟรีค่าธรรมเนียมปีแรก ทั้งนี้แคมเปญดังกล่าวเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้-26 มีนาคม 2553 โดยคาดว่าแคมเปญนี้จะช่วยกระตุ้นสินเชื่อบ้านของธนาคารได้ จากที่ตั้งเป้าหมายที่จะปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั้งปี 2553 ที่ 55,000 – 60,000 ล้านบาท
       และร่วมกับบริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) (AP)ออกแคมเปญ "อนุมัติเงินกู้ SURE" ให้แก่ลูกค้าคอนโด Life ทั้ง 5 โครงการ ได้แก่ 1) Life @ สาทร 10 2) Life @ รัชดา-สุทธิสาร 3) Life @ รัชดา-ห้วยขวาง 4) Life @ สุขุมวิท และ5) Life @ สุขุมวิท 65 ในการอนุมัติวงเงินกู้ให้แก่ลูกค้าคอนโด Life ทั้ง 5 โครงการ ที่จะโอนและกู้เงินกับธนาคารไทยพาณิชย์ตั้งแต่ 24 กุมภาพันธ์ - 31 มีนาคม 2553 แล้ว ธนาคารมอบสิทธิพิเศษ กู้ตอนนี้ไม่มีดอกเบี้ยปีแรก
       รวมถึงธนาคารกสิกรไทยได้ร่วมกับบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)เช่นกัน โดยออกแคมเปญสินเชื่อบ้าน กสิกรไทย "ซุปเปอร์แจ๋ว" ให้ลูกค้าสินเชื่อบ้านกสิกรไทยที่ซื้อที่อยู่อาศัยในโครงการของแสนสิริทุก โครงการ ตั้งแต่บัดนี้ถึง 30 มิถุนายน 2553 จะได้รับสิทธิพิเศษ ได้แก่ สินเชื่อบ้านกสิกรไทยเงื่อนไขพิเศษที่สุด อัตราดอกเบี้ย 0 % นาน 1 ปี ส่วนปีที่ 2 – 3 คิดอัตราดอกเบี้ย MLR – 0.25 % หลังจากนั้นคิดอัตราดอกเบี้ย MLR – 1 % ตลอดสัญญากู้ หรือจะเลือกอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่หรือลอยตัว ซึ่งมีให้เลือกถึง 6 แบบก็ได้ วงเงินกู้สูงถึง 100% ของราคาซื้อขาย ผ่อนชำระค่าทำสัญญา 0% นาน 10 เดือน ยกเว้นค่าธรรมเนียมการกู้ ยกเว้นค่าประเมินหลักประกัน และยกเว้นค่าจดจำนองจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม
       
       นอกจากเงื่อนไขพิเศษดังกล่าวแล้ว ลูกค้ายังได้รับเงื่อนไข "นวัตกรรมทางการเงินพิเศษ" คือ 1.สามารถเลือกใช้บริการสินเชื่อบ้านในรูปของวงเงินกู้ (Loan) เต็มวงเงิน 100% หรือรับเป็นวงเงินกู้ (Loan) 70% พร้อมวงเงินกู้เบิกเกินบัญชี (OD) 30%ได้ 2.ลูกค้าสามารถกู้เพิ่มเติม 10% ของราคาซื้อขาย เพื่อใช้ในการตกแต่งบ้านจากสินเชื่อตกแต่งบ้านกสิกรไทย
       
       ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทยตั้งเป้าหมายว่า จะสามารถปล่อยสินเชื่อบ้านกสิกรไทยเพื่อซื้อโครงการที่อยู่อาศัยของกลุ่มแสน สิริใน ไตรมาสแรกประมาณ 1.2 พันล้านบาท และทั้งปีประมาณ 4.5 พันล้านบาท คิดเป็นส่วนแบ่งสินเชื่อประมาณ 50% ของวงเงินกู้ที่ลูกค้าแสนสิริจะกู้จากสถาบันการเงินทั้งปีประมาณ 9 พันล้านบาท
       
       ประเมินความต้องการซื้อบ้านยังมีต่อ เนื่อง
       
       ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินความต้องการที่อยู่อาศัยของประชาชนยังคงมี อยู่อย่างต่อเนื่อง แต่การเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และกำลังซื้อที่อยู่อาศัยยังคงขึ้น อยู่กับปัจจัยทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ สำหรับแนวโน้มของตลาดอสังหาริมทรัพย์ภายหลังจากมาตรการกระตุ้นอสังหาริม ทรัพย์สิ้นสุดลงนั้น สถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์น่าจะยังคงสามารถเติบโตได้ แต่การเติบโตของตลาดอสังหาริมทรัพย์จะเป็นการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากตลาดยังมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการเติบโต อาทิเช่น ปัญหาทางการเมืองและเสถียรภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยแรงซื้อน่าจะยังคงมาจากความต้องการที่อยู่อาศัยที่แท้จริง (Real Demand) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการซื้อเพื่อการอยู่อาศัยจริงและมีกำลังซื้อ ค่อนข้างดี ซึ่งผู้ซื้อกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มลูกค้าหลักที่จะเข้ามาในตลาดที่อยู่อาศัย ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์แนวโน้มตลาดที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ในปี 2553 (ไม่รวมบ้านเอื้ออาทร) น่าจะขยายตัวประมาณร้อยละ 4.5 - 6.2 จากที่หดตัวร้อยละ 5.1 ในปี 2552
       
       อย่างไรก็ตาม จากผลสำรวจ พบว่า มาตรการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังจะสิ้นสุดลง ในวันที่ 28 มีนาคม 2553 นี้ มีผลอย่างมากต่อการเร่งการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภค คิดเป็นร้อยละ 64.8 ของกลุ่มตัวอย่าง ดังนั้น ในช่วงระยะเวลาที่เหลืออีก 1 เดือน ก่อนที่มาตรการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์จะสิ้นสุดลง ตลาดอสังหาริมทรัพย์คงจะมีความคึกคักอย่างมาก เมื่อผู้ซื้อคงต้องเร่งทำการตัดสินใจซื้อและโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย เพื่อที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ในขณะที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์คงจะเร่งทำแคมเปญการตลาดกันอย่างหนัก เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยในโครงการของตน โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีบ้านสร้างเสร็จพร้อมขายเหลืออยู่ และอยู่ในทำเลที่ดีน่าจะได้ประโยชน์จากผลของมาตรการดังกล่าว

ขอขอบคุณ www.manager.co.th

 

"กรุงเทพโพล" เผยผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำ 20 สถาบัน มองภาพรวม ศก.เดือน ก.พ.53 ยังโตได้จริง แต่กังวลการเมืองแรง-มาบตาพุดไร้ทางออก พร้อมมองการยกเลิกมาตรการกระตุ้น ศก.เร็วขึ้น มีทั้งฝ่ายหนุนและคัดค้าน
       

       กรุงเทพโพลล์ ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เผยผลสำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์จากองค์กรชั้นนำ 20 แห่ง ระหว่างวันที่ 16-23 กุมภาพันธ์ 2553 เรื่อง “ความเห็นประเด็นเศรษฐกิจ เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2010” โดยพบว่า นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ร้อยละ 75.9 เชื่อว่าเศรษฐกิจของไทยปี 2553 จะขยายตัวจริงตามที่หน่วยงานประกาศ
       
       อย่างไรก็ตาม แม้นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่จะมองภาพเศรษฐกิจไทยในเชิงบวก แต่นักเศรษฐศาสตร์ถึงร้อยละ 48.3 ก็ยังกังวลว่าปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองของไทยที่ยังดำเนินอยู่และปัญหา มาบตาพุดที่ยังหาทางออกไม่ได้จะส่งผลให้นักลงทุนย้ายฐานการผลิตหรือตัดสินใจ ลงทุนในประเทศอื่นที่ไม่ใช่ประเทศไทย
       
       ขณะที่ความเห็นเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัว ของเศรษฐกิจโลกในปีนี้มากที่สุด ร้อยละ 39.7 ปัญหาด้านการเงินของสถาบันการเงินที่ยังไม่สิ้นสุด ร้อยละ 36.2 ปัญหาหนี้สาธารณะ ร้อยละ 17.2 เรื่องอื่นๆ เช่น การว่างงานที่ยังอยู่ในระดับสูงท่ามกลางการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
       
       สำหรับประเด็นเศรษฐกิจภายในประเทศประเด็นที่รัฐบาลจะย่นระยะเวลาใน การกระตุ้นเศรษฐกิจให้สิ้นสุดเร็วขึ้น ร้อยละ 43.1 ไม่เห็นด้วย เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังคงเปราะบาง และมีความผันผวนอยู่ เศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวดี มีความไม่แน่นอนสูง ประกอบกับการลงทุนภาคเอกชนยังไม่ฟื้น รัฐจึงควรเป็นผู้นำการลงทุน ปัญหาการเมืองของประเทศที่ยังคงมีอยู่ อาจเป็นปัญหาในระยะถัดไป
       
       ส่วนคำถามว่าจากสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้ พ.ร.บ.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ยังมีความจำเป็นอยู่หรือไม่ ร้อยละ 37.9 มีความจำเป็นลดลง เพราะเศรษฐกิจของประเทศเริ่มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องทำให้รัฐบาลจัดเก็บรายได้ เพิ่มขึ้น แต่ร้อยละ 36.2 เห็นว่า ยังจำเป็นอยู่ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังเปราะบาง
       
       ด้านความเห็นต่อประเด็นการปรับตัวลดลงร้อยละ 5.17 ของตลาดหุ้นไทยในเดือนมกราคม 2553 และต่อเนื่องถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2553 นักเศรษฐศาสตร์มองว่า เป็นผลมาจากปัญหาด้านการเมืองมากที่สุดร้อยละ 43.2 ร้อยละ 32.8 ปัจจัยเศรษฐกิจโลก และร้อยละ 8.6 ปรับตัวลดลงตามตลาดหลักทรัพย์ในภูมิภาค
       
       ขณะที่ปัจจุบันที่เขตการค้าเสรี อาเซียนหรืออาฟตา เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2553 และจะเปิดเสรีครบทุกประเทศในปี 2555 ท่ามกลางปัญหาทางการเมืองของไทยที่ยังดำเนินอยู่และปัญหามาบตาพุดที่ยังหา ทางออกไม่ได้ จากสถานการณ์ในปัจจุบันดังกล่าว จะส่งผลให้เกิดการย้ายฐานการผลิตหรือตัดสินใจลงทุนในประเทศอื่นที่ไม่ใช่ ประเทศไทยหรือไม่ ร้อยละ 48.3 มองว่า มีผลกระทบต่อการลงทุนอย่างมาก ร้อยละ 34.5 มองว่ามีผลกระทบเล็กน้อย
       
       สำหรับความเห็นต่อประเด็นการลดค่าเงินด่องของประเทศเวียดนามเป็น ครั้งที่ 2 มีผลกระทบกับการส่งออกของไทยในระดับใด ร้อยละ 69.0 มองว่ากระทบน้อย เนื่องจากสินค้าของไทยมีคุณภาพดีกว่าสินค้าของเวียดนาม
ตลาดหลักทรัพย์ฯเผย ปี52 กำไรพอร์ตลงทุน 21.8% เหตุ ตลาดหุ้นปรับเพิ่มขึ้น-ตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนดี ด้านบอร์ด ไฟเขียว คงสัดส่วนลงทุนเหมือนปีก่อน พร้อมอนุมัติวงเงินลงทุนหุ้น-ตราสารหนี้ 5 พันล้านบาท หลังกันเงินสำรองเคลียร์ริ่ง พร้อมล้มแผนลงทุนตรงต่างประเทศ
       

       นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า เงินกองทุนของตลาดหลักทรัพย์ฯณสิ้นปี2552 มีอยู่ประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่งคณะกรรมการ(บอร์ด)ตลาดหลักทรัพย์ฯได้มีการจัดสรรให้สำรองไว้เพื่อชำระ ราคาส่งมอบหลักทรัพย์ (เคลียร์ริ่ง)ของตลท.และตลาดอนุพันธ์ 50% หรือ 5,000 ล้านบาท ส่วนอีก 50% หรือประมาณ5,000 ล้านบาท นั้นเป็นวงเงินเพื่อใช้ในการลงทุนตราสารหนี้และตราสารทุน
       
       ทั้งนี้ ทางบอร์ดตลาดหลักทรัพย์ฯได้มีการเห็นชอบให้มีการคงสัดส่วนการลงทุนเหมือน เดิม ตามที่ฝ่ายจัดการได้เสนอมาคือ ลงทุนในหุ้น 45% ลงทุนในกองทุนเพื่อลงทุนต่างประเทศ (FIF) ลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ 5% และอีก 45% ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ และให้สามารถมีการปรับสัดส่วนลงทุนในทุกการลงทุนให้มีความยืดหยุ่นได้ 20% โดยทุกๆ3เดือนนั้นจะมีการทบทวนเพื่อปรับสัดส่วนการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนที่ดี
       
       แหล่งข่าวจากตลาดหลักทรัพย์ฯกล่าวว่า ปีที่ผ่านมาพอร์ตการลงทุนของตลาดหลักทรัพย์ฯมีกำไร 21.8% เนื่องจากภาวะตลาดหุ้นมีการปรับตัวดีขึ้นในช่วงปลายปี โดยในช่วงปลายปีตลาดหลักทรัพย์ฯได้มีการปรับเพิ่มสัดส่วนเน้นการลงทุนในหุ้น มากขึ้นและการลงทุนในตราสารหนี้ถือว่าให้ผลตอบแทนที่ดีจากมีการบริหารพอร์ ตที่ดีได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเงินฝาก และตลาดหลักทรัพย์ฯได้มีการยกเลิกที่จะมีการนำเงินไปลงทุนต่างประเทศเอง แต่จะให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เป็นผู้บริหารให้ จากที่มีความรู้ความชำนาญในการลงทุนมากกว่า โดยจะเป็นการลงทุนผ่านกองทุนFIF
       
       “ผลตอบแทนจากพอร์ตการลงทุนในปีที่ผ่านมาของตลาดหลักทรัพย์ฯนั้นมีการ บริหารได้ชนะเบนมาร์คซึ่งมีกำไรพอร์ต 21.8% จากที่ในช่วงปลายปีบริษัทได้มีการปรับเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเพิ่มจาก ช่วงดังกล่าว ตลาดหุ้นมีการปรับตัวดีเพิ่มขึ้น และการลงทุนในตราสารหนี้นั้นมีการบริหารที่ดีทำให้มีผลตอบแทนดี โดยสัดส่วนการลงทุนปีที่แล้วนั้นเป็นการลงทุนหุ้นและตราสารทุนต่างๆ 25% และที่เหลือเป็นตราสารหนี้75% ”แหล่งข่าวจากตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าว
       
       สำหรับสินทรัพย์รวมของตลาดหลักทรัพย์ฯณสิ้นปี 2552 ประมาณ 20,000 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นวงเงินรวมในการลงทุนและวงเงินที่ใช้กันไว้เพื่อใช้ในการเคลียร์ริ่ง หุ้นและเคลียร์ริ่งของตลาดอนุพันธ์และมีการกันเงินสำรองไว้อนาคต รวมถึงวงเงินพอร์ตการลงทุน และมีเงินที่ได้มีการลงทุนในบริษัทหลักทรัพย์เพื่อธุรกิจหลักทรัพย์ จำกัด (มหาชน)หรือ TSFC และสินทรัพย์ฯที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ฯ
       
       อนึ่งก่อนหน้านี้ นางภัทรียา กล่าวว่า ผลการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์ฯในปี2552 ปรับตัวดีขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจาก มูลค่าการซื้อขายของตลาดรวมปีที่ผ่านมาปรับตัวดีขึ้น 13% อยู่ที่ 17,853.82 ล้านบาทต่อวัน จากปี2551 ที่มี 15,869.94 ล้านบาทต่อวัน และพอร์ตการลงทุนของบริษัทดีขึ้นจากการที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งงบการเงินของตลาดหลักทรัพย์ฯขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ คาดว่าจะเสร็จประมาณเดือนกุมภาพันธ์นี้ ส่วนเม็ดเงินที่ตลาดหลักทรัพย์ฯยังไม่ได้ลงทุนในกองทุนร่วมทุน (แมทชิ่งฟันด์) กับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.)นั้น ตลท.จะนำไปใช้ในการลงทุนของตลาดหลักทรัพย์ฯด้านอื่นๆแทน